วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ใส้กรองน้ำมันเครื่องทำงานยังไง

ใส้กรองน้ำมันเครื่องเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญของเครื่องยนต์ ว่าง่ายๆเป็นหัวใจของเครื่องเลยก็ว่าได้ ทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกออกจากน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งน้ำมันเครื่องทำหน้าที่หล่อลื่นให้กับชิ้นส่วนของเครื่องและช่วยระบายความร้อนอีกด้วย  จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากน้ำมันเครื่องของเราสกปรก นั่นก็จะทำให้ชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่อย่างลูกสูบ วาล์ว ข้อเหวี่ยงเกิดเสียหายได้ นอกจากนี้ถ้าหากมีการรั่วซึมของน้ำมันเครื่องก็จะทำให้เครื่องยนต์ร้อนและขาดการหล่อลื่นซึ่งจะสร้างความเสียหายกับเครื่องยนต์เป็นอย่างมาก

 ฉนั้นกรองน้ำมันเครื่องจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากและต้องการดูแลเปลี่ยนใหม่ตามอายุการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ รถยนต์ของเราก็จะอยู่กับเราให้ได้ใช้งานไปนานหลายปีเลยครับ การเลือกใส้กรองก็มีความสำคัญเพราะใส้กรองที่มีคุณภาพย่อมช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อน่างมีประสิทธภาพตามหน้าที่ของมันเองได้ ลองดู VDO น่าจะช่วยทำให้เข้าใจหน้าที่ของกรองได้ดีขึ้น

Read more >>

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ซูปเปอร์ชาร์จเจอร์ Supercharge ความเหมือนที่แตกต่าง

ซูปเปอร์ชาร์จ เมื่อพูดถึงอุปกรณ์ชุดนี้บางคนอาจจะไม่คุ้นเคยเพราะส่วนใหญ่บ้านเราจะคุ้นอยู่กับเทอร์โบมากกว่าเพราะเป็นที่นิยมในบ้านเรา หลักๆเจ้าซูปเปอร์ชาร์จก็ทำหน้าที่เหมือนกับเทอร์โบแต่แตกต่างกันตรงต้นกำลังที่จะนำมาใช้ขับนั่นเอง ซึ้งเทอร์โบใช้แรงดันจากไอเสียมาเป็นตัวขับ

จะว่าไปแล้วไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์ชาร์จหรือเทอร์โบก็ตาม ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเพิ่มอากาศเข้าห้องเผาไหม้ แต่จะว่ากันจริงๆในยุคสมัยแรกที่เจ้าสองตัวนี่ถือกำเนิดมา มันถูกนำไปใช้กับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ อย่างรถบรรทุก หรือเรือเดินสมุทร โดยเครื่องยนต์เหล่านี้เป็นเครื่องยนต์ที่ต้องการกำลังมากๆ โดยเฉพาะที่เราคุ้นเคยอย่างรถบรรทุก ถ้ายกตัวอย่างรถบรรทุกที่ต้องใช้ขนส่งทั่วไปแน่นอนที่ๆมันไปมันไปทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่บนเทือกเขาที่สูกกว่าระดับน้ำทะเล แน่นอนว่าที่ความสูงอากาศบนนั้นจะมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศในพื้นราบ นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์ขาดกำลังในขนะอยู่บนที่สูง

เจ้าซุปเปอร์ชาร์จหรือเทอร์โบจึงมีบทบาทอย่างมากในการเพิ่มแรงอัดของอากาศเข้าไปในห้องเผาไหม้นั่นเอง ส่วนตัวซุปเปอร์ชาร์จนั้นจะอาสัยแรงขับจากเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าก็ได้ โดยข้อดีของซุปเปอร์ชาร์จนั้นคือสามารถทำงานได้ตั้งแต่ความเร็วรอบต่ำได้เลย แต่จะมีจุดด้อยคือการสูญเสียกำลังในรอบสูงสำหรับตัวที่ใช้เครื่องยนต์เป็นตัวขับ แต่ก็แก้ปัญหานี้ด้วยการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาเป็นตัวขับซึ่งจะไม่กินกำลังของเครื่องยนต์แต่จะไปเพิ่มในส่วนของอุปกรณ์ที่มากขึ้นแทน

ตัวของซุปเปอร์ชาร์จเองก็มีอยู่หลายแบบ

-Roots lobe แบบนี้จะเป็นแบบ 2-3 Lobe สองแกนวิ่งสวนทางกันแล้วรีดอากาศออกไปทางด้านข้างของผนัง แบบนี้จึงเป็นที่นิยมใช้กันมาก

-Lysolm screw แบบนี้จะมีลักษณะคล้ายๆกับแบบ Roots แต่จะมี 4-6 Lobe ก็เป็นที่นิยม


-Contrifugal แบบนี้จะมีลักษณะเหมือนเทอร์โบ คือเป็นหอยโข่งอัดอากาศเช่นกันแต่ต่างกันที่ไม่ได้ใช้ไอเสียมาขับนั่นเอง



-Electric แบบไฟฟ้าแบบนี้จะเป็นแบบที่ไม่ทำให้สูญเสียแรงของเครื่องยนต์ที่จำนำมาปั่นอากาศ ในรูปใช้คู่กับแบบหอยโข่งครับ


-Vane แบบนี้จะเป็นลักษณะเยื้องศูนย์กลางใช้ความแตกต่างของพื้นที่ในการรีดอากาศเอาสั้นๆ


-Wanlel rotary แบบนี้ก็ให้นึกถึงเครื่องโรตารี่แต่ทำหน้าที่แค่ดูดอากาศเข้าและออกอย่างเดียว

 ส่วนแบบอื่นๆขอเว้นไว้แล้วกันนะครับ เอาพอเข้าใจว่าซุปเปอร์ชาร์จมีแบบไหนบ้างและที่นิยมใช้เป็นแบบไหน ส่วนการทำงานดู VDO น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากครับ



สุดท้ายราคาของซุปเปอร์ชาร์จจะมีราคาสูงกว่าเทอร์โบซักหน่อย แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหนเลือกได้ตามงบประมาณที่มีเลยครับ
Read more >>

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เทอร์โบชาร์จเจอร์ TURBOCHARGER คืออะไรในรถยนต์

สวัสดีครับ วันนี้จะขอพูดถึงอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่หลายคนคงรู้จักนั้นก็คือ เทอร์โบชาร์จเจอร์ (Turbocharger) สำหรับคนที่ชอบความแรงคุ้นเคยกันดีสำหรับเจ้าตัวนี้ ก่อนอื่นขอเล่าประวิติความเป็นมากันซะหน่อย


ความเป็นมาของเทอร์โบ หลังจากที่ได้มีการประประดิษฐ์เครื่องยนต์สันดาปภายในขึ้นมา เป็นช่วงต้นปี 1885 และปี 1896 เดมเลอร์ (Gottlieb Daimler) และ รูดอล์ฟดีเซล (Rudolf Diesel) ได้หาทางเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์และประหยัดการใช้น้ำมันลงด้วย โดยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ คนที่ประสพความสำเร็จในการพัฒนา ด้วยการใช้ไอเสียในการเพิ่มการอัดอากาศ เป็นวิศวกรชาวสวิส Alfred Büchi สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้กว่า 40 % และนี่เป็นการเริ่มต้นเปิดตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์

เทอร์โบยุคแรกถูกนำมาใช้กับดครื่องยนต์ขนาดใหญ่เช่น เครื่องยนต์ทางทะเล ส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มใช้กับรถบรรทุกในปี 1938 เทอร์โบนั้นได้รับความนิยมมากในช่วงยุค 70 หลังจากที่มันถูกนำไปใช้ในการแข่ง Formula 1

แล้วทีนี้เจ้าเทอร์โบมันมีหลักการทำงานอย่างไร หลักการไม่ยากโดยตัวเทอร์โบรูปร่างหน้าตาเหมือนหอยโข่งหรือปั๊มน้ำแต่มันมีโข่งสองด้าน

-ด้านหนึ่งเป็นด้านเทอร์ไบ (turbine) มองด้วยตาจะเป็นด้านสีดำด้านนี้จะเป็นด้านที่ต่อเข้าไอเสียที่ออกมาจากห้องเผาไหม้ แล้วเป็นตัวสร้างแรงบิดที่เกิดจากการไหลผ่านของไอเสียที่ประทะเข้ากับชุดเทอร์ไบ ส่งกำลังที่ได้ผ่านแกนเทอร์โบที่จะต่อไปยัง
-คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ด้านนี้จะเป็นตัวปั่นอาการเข้าไปในห้องเผาไหม้ด้วยแรงดัน เรียกง่ายๆว่ายัดอาการเข้าไปเลย นึกไม่ออกลองนึกถึงตอนกินข้าวเราตักกินเองเราค่อยๆตักใส่ปากทีละคำ แต่อยู่ๆวันดีคืนดีก็มีคนมาป้อนเข้าใส่ปากเราแบบใส่เอาๆให้เต็มปากเต็มคำและเร็วด้วย

แต่สำหรับเครื่องยนต์การอัดอากาศเข้าไปเป็นการเพิ่มปริมาณอากาศที่ช่วยให้การเผาไหม้ดีขึ้นหัวฉีดจ่ายน้ำมันปริมาณที่เหมาะสมทำให้เราได้แรงม้าเพิ่มขึ้นได้

นี่คือรอบการทำงานของเทอร์โบ หลังจากได้ไอเสียที่มีแรงดันและความร้อนมาปันกังหันเทอร์ไบน์แล้วนั้นด้านสีดำก็จะมีความร้อนสูงขึ้นด้วย แล้วเนื่องจากด้านคอมเพรสเซอร์ที่อยู่ติดกันข้างๆย่อมได้รับการถ่ายความร้อนนั้นด้วยเป็นผลทำให้อากาศดีที่ไหลผ่านนั้นเกิดความร้อนสูงขึ้นด้วย นั้นจึงทำให้อากาศขยายตัวทำให้ประสิทธิภาพของอากาศที่จะทำการเผาไหม้ลดลง เราจึงต้องมีตัวลดอุณหภูมิอากาศที่เรียกว่า อินเตอร์คูลเลอร์  (Intercooler) แล้วจึงเข้าไปในห้องเผาไหม้ต่อไป

แล้วหลังจากที่เราเหยียบคันเร่งมากขึ้นความเร็วรอบมากขึ้นเทอร์ไบหมุนมากขึ้นแรงดันด้านดูดก็มากขึ้นด้วย นี่ก็คือปัจจัยที่ทำไมแรงม้าถึงมากขึ้นตามไปด้วย แน่นอนความร้อนก็สูงมากขึ้นด้วยเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ของเราก็ต้องมีการระบายไอเสียเพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มช่องระบายด้วยวาวล์บายพาสไอเสีย (Wastegate bypass regulator valve) เพื่อลดความเร็วรอบในการหมุนของเทอร์บายลง เมื่อนั้นแรงดันทางฝังไอดีก็ลดลงด้วย

ส่วนทางฝังไอดีก็จะมีวาวล์อยู่ตัวหนึ่งเหมือนกัน เรียกว่าโบออฟ "Blow-off valve" ก็จะเป็นตัวระบายแรงดันฝังไอดีเมื่อกรณีถอนคันเร่งลิ้นปีกผีเสื้ออยู่ในตำแหน่งปิดทำให้มีแรงดันสูงที่ด้านหลังอาจทำให้แรงดันส่วนนี้ตีกลับไปที่คอมเพรสเซอร์ได้และอาจสร้างความเสียหายให้กับตัวเทอร์โบได้นั้นเอง จึงต้องมีวาวล์นั้นนี้ช่วยระบายแรงดันส่วนนี้ทิ่งออกไปนั่นเอง

เทอร์โบที่ว่านี้จะทำงานได้ดีในรอบที่สูงเท่านั้นเพราะจะสร้างแรงอัดที่ดีได้นั้นรอบเครื่องยนต์ต้องสูง จึงจะส่งแรงของไอเสียมาปั่นได้ดีที่สุดจึงทำให้เกิดอาการรอรอบนั้่นเอง แต่ปัจจุบันมีเทอร์โบแปรผันเข้ามาจึงทำให้ลดจุดด้อยตรงนี้ไปได้ด้วย


Read more >>

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ระบบเบรค ABS คืออะไร

สวัสดีครับวันนี้ผมขอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าระบบ ABS กันหน่อยนะครับ โดยย่อมาจากคำว่า Anti lock Brake System หรือที่เรียกกันแบบเข้าใจง่ายๆคือ ระบบป้องกันล้อล็อคนั่นเอง เอาแบบชาวบ้านๆคือถ้าตกใจแล้วกระทืบเบรคละก็เจ้าตัวนี้ทำงานทันที

แล้วเจ้า ABS นี่มันดียังไงล่ะ? 
ระบบเบรคแบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากการจำรองการเบรคแบบย้ำๆเบรค เพื่อช่วยในการหยุดรถเอาง่ายๆคือการ จับปล่อยๆๆๆๆ ของผ้าเบรคกับจานเบรค

แล้วมันต่างยังไงกับการกระทืบเบรคเต็มแรงทีเดียวหรือ?
มันต่างตรงที่ว่าถ้าหากเรากระทืบเบรคแบบเต็มแรงภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าตกใจ ซึ่งในยามปรกติถ้าเราใช้เบรคในการยุดหรือชลอรถเราจะค่อยๆแตะเบรค เพื่อให้เบรคได้นิ่มๆ คนนั่งข้างๆจะได้ไม่กระเด็นลงไปนั่งที่พื้นหรือหัวทิ่มนั้นเอง ยิ่งไปกว่านั้นการตกใจเบรคหรือกระแทกเบรคนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ล้อหยุดหมุน หรือที่เราเรียกว่าล้อล็อคผลคือล้อจะไถลไปกับพื้นลากยาวเป็นลอยดำติดถนน แล้วล้อหน้าของเราที่จะต้องใช้ในการบังคับเลี้ยวก็จะไม่สามารถบังคับไปในทิศทางที่เราต้องการได้

เช่นเราเจอหมาวิ่งตัดหน้าบนถนน โดยเฉพาะผู้หญิงด้วยขับรถมาเพลินๆคุยกันกับเพื่อนสนุกสนาน อยู่ๆเจอหมากระโดดตัดหน้ามักเกิดอาการตกใจปนกับอาการรักสัตว์มากกว่าชีวิตตัวเองซะอีก อิๆ...แซวเล่นนะครับ ออกอีแป้น!!! กดเต็มเหนี่ยวสุดแรงเกิดที่แป้นเบรค แอบหวังเล็กๆว่าคงไม่ใช่คันเร่งแน่ๆ ทันใดนั้นจะเกิดเสียงดังคลืดๆๆๆๆ เข้ามาในรถแล้วคุณผู้หญิงจะพบว่าเรายังสามารถบังคับรถให้ไปในทิศทางตามที่เราตั้งใจโดยสัญชาตญาณได้ ซึ่งรถจะไม่หมุนไปเสียก่อนนั่นก็เป็นประระบบ ABS ช่วยเราไว้แล้ว แน่นอนเสียงคลืดๆๆหรือแรงสู้เท้าของแป้นเบรคเวลานั้นเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปเพราะอาการตกใจทืบเบรคนั้นเอง

ทั้งหมดที่ว่ามานี่ก็คือหน้าที่ของระบบเบรคแบบ ABS เพื่อช่วยให้เราปลอดภัยในขณะขับขี่ แล้วการทำงานล่ะมันเป็นยังไง การทำงานก็ไม่ยากโดยระบบก็จะมีอุปกรณ์หลักๆคือ ชุดเซ็นเซอร์ที่ล้อจะมีครบทุกสี่ล้อ โดยการส่งสัณญาณจากตัวเซ็นเซอร์ที่ล้อจากการอ่านค่าความแตกต่างของพื้นผิวที่ได้จากฟันเฟืองที่แกนล้อแล้วเอาสัณญาณนั้นไปให้ ECU อ่านเป็นความเร็วของล้อ เพื่อควบคุมการทำงานของชุดปั็มเบรค เมื่อมีการเบรคที่เกินค่าเกิดขึ้นก็จะสังให้เบรคจับและปล่อยในความถี่สูงสุดถึง 50 ครั้งต่อวินาทีเลยทีเดียว แค่กระพริบตาครั้งเดียวระบบเบรคจับปล่อยๆไป 50 ครั้งแล้ว และนั่นก็เพียงพอที่จะไม่ทำให้ล้อล็อคตายลากยาวไปได้แล้วครับ

ทั้งหมดที่ว่ามาถ้ายังไม่เข้าใจก็ลองดู VDO กันซักหน่อยเห็นภาพแล้วน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก

สุดท้าย...ในเมื่อเรามีรถที่มีระบบความปลอดภัยที่ดีและในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ๆมีเป็นอุปกรณ์มาตรฐานไปแล้วนั้น แน่นอนมันต้องการ บำรุงรักษาที่ดีด้วยเพื่อที่ระบบจะทำงานได้อย่างดีตลอดเวลาที่เราต้องการใช้และค่าใช้จ่ายที่คุ้มมากเมื่อแรกกับความปลอดภัยของเราและคนที่เรารัก
Read more >>

Google+ Followers