วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ขับรถข้ามทางรถไฟให้ปลอดภัย

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องจราจรกันบ้างกับความปลอดภัยในการใช้ถนน เพื่อที่เราจะได้กลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในทุกๆวัน โดยเฉพาะใครที่ต้องสัญจรผ่านทางรถไฟเป็นประจำ เมื่อพูดถึงทางรถไฟนั้นสิ่งแรกที่ควรอยู่ในหัวของเราผู้ขับขี่รถหรือจะเดินเท้าก็ตาม ให้นึกถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ชีวิตเราและคนที่โดยสารไปด้วยนั้นต้องมาก่อนเสมอ

ผู้ขับขี่ที่ดีต้องเข้าใจกฎจราจรและไม่ประมาทเป็นอันขาด โดยเฉพาะกับรถไฟ เหล็กน้ำหนักหลายร้อยตันวิ่งถ้วยความเร็ว ขนาดสิบล้อยังแทบไม่เหลือสภาพแล้วเราล่ะจำเอาไว้ให้ขึ้นใจครับ เสียเวลาเล็กน้อยดีกว่าเอาชีวิตตัวเองทั้งชีวิตและคนข้างหลังมาแลกกับเวลาแค่ไม่กี่นาที หลายคนอาจจะบอกว่าเวลามีค่าฉันรีบแต่ถ้าพลาดขึ้นมาเวลาที่ว่ามีค่าขิงเราจะเป็นศูนย์ในทันที

ฉนั้นวันนี้ผมก็จะพูดถึงเรื่องความปลอดภัยในการข้ามทางรถไฟกันก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่าทางข้ามทางรถไฟมีแบบไหนกันบ้างลองมาดูกัน

ที่กั้นทางรถไฟ
อีกแบบของที่กั้นทางรถไฟ
 -ทั้งสองแบบข้างบนเป็นแบบที่มีที่กั้นทางเวลารถไฟจะมา ก็จะมาสัญญาณทั้งไฟและเสียงพร้อมที่กั้นจะลงมาปิดเมื่อรถไฟกำลังจะมาถึง เราก็แค่จอดรอ(อย่าได้พยายามจะแทรกที่กั้นเชียวนะ)ผมเคยเห็นหลายครั้งที่บางคันพยายามที่จะดันทุรังผ่านไปทั้งที่ที่กั้นกำลังลงมาปิด
โดยแบบน้ำจะมีความปลอดภัยกับผูใช้รถมากถ้าหากผู้นั้นทราบกฎจราจรดีและไม่ประมาทก็จะสามารถผ่านไปได้แบบสบายๆ


แบบไม่มีที่กั้น

-ส่วนอีกแบบเป็นแบบไม่มีที่กั้นทาง นับว่าทางแบบนี้ล่ะที่คร่าชีวิตของคนขับรถไปนับต่อนับเลยทีเดียว แล้วก็ไม่ต้องไปโทษรถไฟเขาหรอกนะครับ เพราะทางแบบนี้มีเป็นร้อยหรือพันจุกด้วยซ้ำไป เรียกง่ายๆเป็นทางลักผ่านทางรถไฟที่ทำขึ้นเอง อาจจะของชุมชนนั้นๆชาวบ้านแถวนั้นเองซึ่งแน่นอนไม่มีที่กั้น เต็มที่ก็มีป้ายเตือนรถไฟให้ระวัง


สิ่งที่ควรทำคือเมื่อเห็นป้ายเตือนรถไฟแบบนี้ให้ชะลอความเร็วของรถเรา(ถ้าเปิดเพลงในรถอยู่ควรปิดไปก่อนเพื่อให้ได้ยินเสียงรถไฟหรือหวูดของรถไฟ ถ้าให้ปิดลดกระจกลงสักเล็กน้อย) แล้วหยุดให้ห่างจากทางรถไฟสัก 5 เมตร มองซ้ายขวาให้มั่นใจว่าไม่มีรถไฟมาแล้วค่อยไป

สิ่งที่ไม่ควรทำคือเห็นรถไฟกำลังมาแต่รู้สึกว่ายังไกลจากเรานัก ถ้าคุณคิดอย่างนั้นชีวิตของคุณ 50/50 แล้วล่ะ เพราะว่ารถไฟมองดูแล้วเหมือนแท่งเหล็กตันๆมองไกลๆดูเชื่องช้า แต่จริงๆแล้วไม่เลยเพราะเมื่อไหร่ล้อคุณขึ้นไปอยู่บนรางแล้วเมื่อมันคุณอาจจะเห็นเข้ากับแผงกันชนของมันแล้วก็ได้ แล้วเนื่องจากความใหญ่ของมันและน้ำหนักที่มากทำให้รถไฟไม่สามารถเบรคได้อย่างรถที่เราขับกัน ชนแล้วยังจะโดนลากไปอีกหลายสิบเมตรเลยกว่าจะหยุดได้ นึกไว้เสมอให้เขาไปก่อนเดี๋ยวเราก็ได้ไป


อีกเรื่องที่ผมอยากให้ระวังไว้สำหรับรถที่โหลดเตี้ยมากๆ ถ้าจะข้ามทางรถไฟแบบนี้ให้มั่นใจเลยว่าไม่มีรถไฟมาแน่นอน เพราะรถเตี่ยๆอาจจะผ่านทางรถไฟบางที่ไม่ได้เพราะรถคุณอาจจะไปคาล้อลอยอยู่บนรางรถไฟได้แล้วถ้าคุณดูไม่ได้ไม่ระมัดระวัง อาจจะฮานาก้าได้เลย...
ยังไงก็ขอให้ใช้รถกันปลอดภัยกันทุกคนนะครับ
Read more >>

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หน้าตาของเพลาขับของรถยนต์

สวัสดีครับ ถ้าพูดถึงรถยนต์แล้วส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง ที่ทำให้รถของเรานั้นวิ่งไปไหนต่อไหนได้นั้น นอกจากเครื่องยนต์และเกียร์แล้วส่วนที่จะพารถของเราเคลื่อนที่ไปได้นั้น ต้องไม่พ้นเพลาขับนั่นเองเพราะเป็นตัวรับส่งกำลังจากชุดเฟืองท้ายส่งไปยังล้อ

แน่นอนว่าไม่ได้มีแบบเดียวแน่นอน ซึ่งรถที่ใช้ในปัจจุบันก็จะมีทั้งแบบขับด้วยล้อหน้าและแบบขับด้วยล้อหลัง เช่นกันทั้งสองแบบก็ใช้เพลาขับที่มีลักษณะที่ต่างกันและตัวอุปกรณ์ที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งระบบขับหน้านั้น ส่วนใหญ่เราใช้กันกับรถเก๋ง รถที่เราใช้จะเป็นขับหน้าซะส่วนมาก ส่วนขับหลังส่วนมากเจอในรถยุโรปและรถกระบะทั้งหลายจะเป็นระบบขับหลัง

เพลาในระบบขับเคลื่อนล้อหน้า



รูปข้างต้นเป็นเพลาขับของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า


ลักษณะก็จะมีแกนเพลาที่ต่อเข้ากับข้อต่อ ซึ่งปลายข้างหนึ่งต่อมาจากชุดเฟืองท้าย ส่วนอีกข้างต่อเข้ากับดุมล้อ โดยจะมีชุดลูกปืนที่เอียงทำมุมสำหรับการเต้นขึ้นลงของล้อได้ ภายในจะอัดเต็มด้วยจารบีโดยมียางกันฝุ่นหุ้มเอาไว้เพื่อป้องกัน น้ำหรือฝุ่นทรายเข้าไปทำให้ชุดลูกปืนและตัวเสื้อตัวนอกเสียหาย

ถ้าหากยางกันฝุ่นไม่มีหรือเสียหายก็จะทำให้จารบีไหลออกหมดเมื่อโดนความร้อนหรือน้ำ จากนั้นฝุ่นก็จะเข้าไปทำให้เกิดการเสียดสีของเหล็กกับเหล็ก เกิดการสึกหรอและเสียงดังเวลาเลี้ยวได้ ส่วนตัวในถ้าหากเสียหายก็อาจจะทำให้เกิดอาการสั่นสะท้านเวลาวิ่งได้

แบบขับเคลื่อนล้อหลัง

แบบขับเคลื่อล้อหลัง มีความแตกจากจากแบบขับหน้าตรงจะมีชิ้นส่วนในการส่งกำลังเพิ่มเข้ามาคือเพลากลางมาขับเฟืองท้ายแล้วถึงจะมาเพลาขับออกไปยังล้อ


ตรงลูกศรสีแดงคือชุดเพลากลาง เป็นตัวกลางในการส่งกำลังจากเครื่องและเกียร์ที่อยู่ด้านหน้าส่งไปขับล้อหลัง ส่วนเพลาขับของล้อหลังจะอยู่ในเสื้อเพลามีอยู่สามแบบตามลักษณะการวางลูกปืน

1.แบบกึ่งเพลาลอย (Semi-floating axles)

 เพลาแบบนี้ลูกปืนจะอยู่ระหว่างเสื้อเพลาและเพลาขับ ซึ่งน้ำหนักทั้งหมดของรถจะอยู่ที่เพลาขับและแรงที่เกิดจาการเลี้ยว การวางเพลาแบบนี้จึงนิยมใช้ในรถยนต์นั่ง

 2.แบบเพลาลอยตัวสามในสี่ส่วน (Three-quarter axles)

เพลาแบบนี้ปลายของเพลาจะตึดติดกับหน้าแปลนของดุม โดยลูกปืนจะอยู่ระหว่างดุมล้อกับเสื้อเพลา น้ำหนักของรถทั้งหมดจะไปอยู่ที่เสื้อเพลาแทน แต่แรงเลี้ยวขณะเข้าโค้งหรือการไถลของล้อจะยังคงอยู่ที่ปลายเพลาด้านนอกของเพลาขับอยู่ดี

3.แบบเพลาลอย (Full-floating axles)

 โดยเพลาแบบนี้มักจะนิยมนำไปใช้กับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ลักษณะจะคล้ายกับแบบที่สอง แต่แบบนี้ลูกปืนจะถูกติดตั้งระหว่างเสื้อกับดุมล้อ โดยที่ล้อจะถูกยึดติดกับดุมล้อ โดยน้ำหนักทั้งหมดของรถจะอยู่ที่เสื้อเพลาแทน

Read more >>

Google+ Followers