วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Dual Clutch Transmission - การทำงานของระบบคลัตช์คู่

Dual Clutch Transmission หรือเรียกย่อๆว่า DCT เป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีสำหรับเกียร์ธรรมดา ซึ่งเกียร์แบบนี้มีใช้ใน Ferrari F1 ซึ่งหลักการทำงานคล้ายกับเกียร์ธรรมดาซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความคงทนของชุดเกียร์ที่ขับกันตลอดเวลา โดยต่างจากเกียร์ธรรมดาตรงที่เกียร์ธรรมดาจะมีเพลาเดียวส่งกำลังให้กับทุกเกียร์ แต่ระบบคลัตช์คู่จะมีสองเพลา

จากรูปด้านบนจะเห็นได้ชัดว่าเพลาชุดหนึ่งสีน้ำเงินเป็นแกนเพลาส่งกำส่งให้กับเกียร์ 1,3,5 ส่วนสีแดงเป็นเพลาปลอก(เรียกแบบชาวบ้าน) ส่งให้กับเกียร์ 2,4,6 และเกียร์ถอย เรียกง่ายๆว่าเพลาคี่กับเพลาคู่เอาอย่างงั้นเลย และที่ต่างจากเกียร์ธรรมดาอีกก็ในเมื่อมีสองชุดเพลาแน่นอนมันก็ต้องมีสองชุดคลัตช์ถึงเรียกว่าระบบคลัตช์คู่ ซึ่งจะประจำต่ำแหน่งเพลาใครก็เพลามันทำงานแยกกัน

โดยการเปลี่ยนเกียร์ก็ง่ายมากคือเมื่อเราออกตัวด้วยเกียร์หนึ่ง เพลาชุดที่สองก็จะเข้าเกียร์สองรอไว้และในจังหวะที่เราเข้าเกียร์สองชุดคลัตช์ที่หนึ่งก็จะตัดการทำงานโดยคลัตช์ชุดที่สองจะทำงานแทนแล้วเกียร์สองที่เข้ารอไว้ก็จะทำงานทันที ซึ่งการทำงานทั้งหมดทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยในการเปลี่ยนเกียร์แต่ละเกียร์นั้นเร็วมากเปลี่ยนที่ 0.8 ms (มิลลิวินาที) แบบไม่ทันได้กระพริบตาก็เปลี่ยนเกียร์เสร็จไปแล้วนั่นเอง

แน่นอนด้วยความขี่เกียจให้ดู VDO การทำงานที่เห็นภาพได้ชัดเจนกันน่าจะเข้าใจได้ดีกว่า โดย VDO แรกจะทำให้เห็นการทำงานของเกียร์ทั้งหมดว่าทำงานยังไง ส่วน VDO ที่สองจะเป็นแบบคลัตช์แห้ง และ VDO ที่สามจะเป็นแบบคลัตช์เปียกว่าทำงานยังไง








จาก VDO ที่ผ่านมาคงจะทำให้เข้าใจการทำงานของระบบคลัตช์คู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งข้อดีของเกียร์แบบนี้คือไม่มีชุด Torque Converter, ชุดคลัตช์หลายแผ่นแบบในเกียร์ Auto ธรรมดา, ชุดเกียร์เซ็ต ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวบันทอนกำลังลงไปเยอะทีเดียว

ส่วนในเรื่องรูปแบบของคลัตช์นั้น ดูเหมือนว่าแบบเปียกจะเป็นที่นิยมมากว่าแบบแห้งเห็นใช้กันหลายยี่ห้อ

ซึ่งข้อดีของเกียร์ระบบคลัตช์คู่ก็คือสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการใช้งานได้ไม่ว่าจะเป็น Auto ที่ให้ความสบาย Manual ที่ให้ความเล้าใจ หรือจะขับในสไตล์สปอร์ต
Read more >>

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ทำไมถึงต้องเช็คลมยาง

รถยนต์บนท้องถนนส่วนใหญ่จะสูญเสียลมยางจากการขับขี่โดยปรกติหลังจากเราสตาร์ทรถออกจากบ้าน ขับอยู่บนถนนที่ต้องเจอกับสภาพถนนที่ต้องเจอหลุมบ่อหรือความไม่เรียบของถนนหรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร้อนหรือหนาว แต่บ้านเราคงร้อนซะมากกว่า ในแต่ละเดือนเราจะสูญเสียลมยางโดยการซึมออกไปจากที่ว่ามานี้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ประมาณ 1 หรือ 2 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว แต่ในบางคันอาจจะหายมากกว่านี้ ก็ต้องนำไปตรวจเช็คแล้วว่ามีความผิดปรกติอะไรกับยางหรือกระทะล้อของเราหรือไม่

ที่สำคัญเราไม่รู้หรอกว่ายางของเราในตอนนี้เหลือแรงดันลมอยู่เท่าไหร่ เราจะต้องใช้ที่วัดลมยางเป็นตัวตรวจวัดถึงจะรู้ว่าในยางแต่ละเส้นเหลือแรงดันลมอยู่เท่าไหร่ แต่ถ้าเมื่อไหร่เราสังเกตุได้ว่าลมยางเราอ่อนแล้วด้วยตา นั่นก็หมายความว่าลมยางเราอ่อนลงไปมากแล้ว ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเราสูญเสียพลังงานหรือเชื้อเพลิงไปพอสมควรกว่าเหตุไปแล้วล่ะ ซึ่งการตรวจเช็คลมยางเราอาจจะตรวจซึ่งหนึ่งครั้งต่อสัปดาร์ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับยางปรกติและทำการเติมลมยางให้ได้ค่าที่ต้องการไว้เสมอ

การเติมลมยางให้เหมาะกับรถเรายังไง
-ดูจากคู่มือรถง่ายและแน่นอนที่สุดเพราะจะมีระบุไว้ในนั้นว่ารถเราสมควรจะเติมลมที่แรงดันเท่าไหร่
-ตรวจเช็คลมยางอย่างน้อยสัปดาร์ละครั้ง
-เติมลมยางขณะที่ไม่ร้อนจนเกินไปเพราะอากาศจะขยายตัวเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น

ผลที่เกิดสำหรับการเติมลมยางตามรูปด้านล่าง

การเติมลมยางมีผลกับยังยังไงบ้างเราลองมาดูกันครับ

-จากรูปถ้าหากเราเติมลมยางพอดีหน้ายางจะสัมผัสกับถนนเติมหน้าสัมผัสยางพอดี ก็จะทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวลและการสึกหรอที่พอดีเท่ากัน

-น้อยเกินไป ยางของเราก็จะสึกหรอที่ด้านข้างหน้าสัมผัสของยางตรงกลางจะน้อย ผลคือสิ้นเปลืองพลังงานเพราะพวงมาลัยจะหนักขึ้น การทรงตัวจะลดประสิทธิภาพลงโดยเฉพาะตอนเข้าโค้งจะรู้สึกได้

-มากเกินไป ตรงกลางหน้าสัมผัสยางจะรับแรงมากมีแรงกระแทกมากขึ้นหรือชาวบ้านเรียกว่ากระโดดและมีโอกาสยางระเบิดได้ง่าย การทรงตัวก็จะไม่ดีเท่าที่ควรด้วย

ส่วนในกรณีที่รถมีการบรรทุกน้ำหนักบ้าง สำหรับรถเล็กอย่างรถเก๋งก็อาจจะเพิ่มเข้าไปง่ายๆก็ซัก 1-2 psi ก็เพียงพอแต่สูงสุกก็ไม่ควรเกิน 36 psi ส่วนรถกระบะโดยทั่วไปก็อยู่ที่ 35-40 psi หรือไม่เกิน 65 psi แต่ถ้าเกินกว่านี้แสดงว่ารถบรรทุกหนักมากแล้วล่ะ

สรุปว่าการเติมลมยางก็ควรเติมแต่พอดีไม่มากไปและน้อยจนเกินไปยางก็จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเติมลมยางตามค่าที่กำหนดช่วยให้เราประหยัดได้ทั้งเชื้อเพลิงและยาง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับบางคนที่เปลี่ยนยางต่างออกไปจากมาตรฐานหรือเปลี่ยนแม็กด้วย ก็ควรศึดษาค่าแรงดันที่เหมาะสมสำหรับที่เราได้ทำการเปลี่ยนมาด้วยนะครับ เอาที่คำนวนขนาดยางง่ายๆแค่ปลายนิ้วมาฝาก คำนวนขนาดยางและล้อ

zmarthome เกจ์วัดลมยางดิจิตอล
Read more >>

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แป้นเบรคหน้าตาเป็นยังไงและเสียงชี๊ดๆมันมาจากไหน

สวัสดีครับ คราวที่แล้วพูดถึงหม้อลมเบรคไปแล้ววันนี้ขอพูดถึงแป้นเบรคกันบ้างว่ามันเป็นยังไง เผื่อใครอยากจะรู้ว่าไอที่เราเหยียบมันอยู่ทุกวันเพื่อหยุดรถนี่รูปร่างหน้าตามันจะเป็นยังไง แล้วทำไมเมื่อเวลาใช้รถไปซักระยะหนึ่งสำหรับบางคนอาจจะได้ยินเสียง ชี๊ดๆหรือเอียดอ๊าดสร้างความรำคาญให้ตลอดทางว่างั้น ตัวโครงสร้างไม่มีอะไรซับซ้อน ดูตามรูปแล้วจะเข้าใจเลยว่ามันทำงานยังไง


หลักๆก็จะมีแป้นเบรคที่เป็นที่เหยียบอย่างที่เราใช้กันอยู่ทุกวันหน้าตาก็คล้ายๆกัน โดยมันจะมีจุดหมุนที่เป็นตัวหลักในการทำงาน ซึ่งเสียงที่ว่ามันก็จะมาจากตรงนี้แหล่ะครับ เมื่อใช้ไปนานๆก็อาจมีการสึกหรอ จารบีแห้งหรือจุดข้อต่อมีสิ่งสกปรกก็จะทำให้มีการเสียดสีที่มากขึ้นและทำให้เกิดเสียงดังขึ้นได้


รูปนี้เป็นรูปแยกส่วนเพื่อให้เห็นรายละเอียดกันว่ามันมีอะไรบ้าง ถ้าเสียงดังเราก็อาจจะมุดไปดูได้ว่าจุดหมุนหรือข้อต่อมันอยู่ตรงไหน เราก็อาจจะเอาน้ำมันหยดหรือเอาจารบีทาแต่ก็อาจจะยากหน่อยเพราะมันอยู่สูงกว่าหัวเราแทนที่จะหยดเข้าร่องก็อาจจะเข้าปากเราแทนได้ อิๆ... แต่ที่เห็นง่ายๆก็อาจจะไปซื้อจารบีที่เป็นสเปยร์ที่เป็นกระป๋องก็ใช้ง่ายดีมีท่อพลาสติกต่อให้ฉีดเข้าที่เราต้องการได้ง่ายดี


รูปนี้ก็จะชัดเจนเลยนะครับจะเห็นว่ามีสวิทช์ไฟเบรคอยู่ด้วย จะสังเกตุเห็นว่าเมื่อเราหรือรถคันอื่นทำการเบรคนั้น ไฟเบรคที่ท้ายรถก็จะติดขึ้นมาเพื่อเป็นสัญญาณให้คันหลังรู้ว่าเราเบรคแล้วนะระวังด้วยอย่ามาเสยท้ายเขานะ ประมาณนั้น

แล้วถ้าเราสังเกตุจากภาพข้างต้นก็จะเห็นสปริงอยู่นั้นคือจะเป็นตัวช่วยดึงแป้นเบรคกลับเมื่อเรายกเท้าออกจากแป้นเบรคแล้วนั้นเองก็จะสิ้นสุดการทำงานของเบรคและไฟเบรคก็จะดับไปด้วยเมื่อทุกอย่างอยู่ในตำแหน่งเริ่มต้นนั่นเอง

นอกจากปัญหาเรื่องเสียงจากการเบรคแล้วเมื่อใช้รถไปนานๆ อีกปัญหาที่จะเจอคือไฟเบรคติดๆดับๆตลอดการเดินทางซึ่งเราอาจจะไม่รู้ตัว แต่คันที่ตามหลังเรานี่แหล่ะเกาหัวยิกๆเลย ขับรถด้วยความหวาดระแวง สาเหตุนี้ส่วนใหญ่เกิดจากสปริงดึงกลับเกิดการล้า การล้าคือแรงดึงของสปริงน้อยการเดิมคือมันแข็งน้อยลง ก็เลยทำให้มัน เด้งดึงๆโดยเฉพาะตอนรถกระเด้ง ไม่ว่าจะตกหลุม กระโดดสพานหรืออะไรที่ทำให้รถขย่มได้นั่นเอง หรืออีกสาเหตุก็อาจจะเป็นที่ตัวสวิทช์เองก็ได้ก็จะมีผลเหมือนกัน

จารบีแบบสเปย์
Read more >>

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การทำงานหม้อลมเบรคทำให้เบรคนิ่ม

สวัสดีครับ วันนี้ขอพูดเรื่องเบรคและการทำงานของส่วนที่เรียกว่าชุดหม้อลมเบรคกันบ้าง และเพื่อที่จะทำให้เข้าใจง่ายก็เลยไปหา VDO มาประกอบให้เห็นภาพกันได้ชัดเจนมากขึ้น โดยระบบเบรครถยนต์นั้นโดยหลักการก็ใช้เป็นระบบไฮโดรลิค เอาง่ายๆคือมีปั๊มหนึ่งตัวเมื่อเวลาเราเหยียบแป้นเบรคลงไปก็จะไปดันน้ำมันในระบบซึ่งก็จะไปดันลูกสูบในส่วนของแต่ละล้อและก็ไปกดผ้าเบรคให้ไปจับกับจานเบคร รถของเราก็จะหยุดลงได้นั่นเอง

ซึ่งที่ผมว่าไปนี้เป็นการทำงานของระบบซึ่งต้องใช้แรงในการกดแป้นเบรคมากทีเดียว คือต้องเรียกว่ากระทืบเบรคว่างั้น แต่ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะที่จะให้เราไม่ต้องออกแรงเบรคมากมายขนาดนั้นก็จึงมีอุปกรณ์ที่เรียกว่าหม้อลมเบรค เป็นชิ้นส่วนที่ช่วยให้เราแค่แตะป้อนเบรคเบาๆเราก็สามารถหยุดรถได้อย่างนุ่มนวนแล้ว




ซึ่งการทำงานก็ไม่อยากอะไรก็แค่มีชุดกลมๆต่อเข้ามาก่อนแม่ปั๊มเบรคเท่านั้น ทำงานโดยอาศัยลมดูดจากท่อไอดีหรือจะเป็นปั๊มก็ได้ สร้างแรงดูดเอาไว้แต่แรงไม่พอที่จะไปดันปั๊มเบรคเองได้เท่านั้น จนเมื่อเราเอาเม้าแตะแป้นเบครด้วนแรงเบาๆเท่านั้นลมดูดหรือที่เรียกว่าแวคกั่มก็จะช่วยเราดึงก้านเบรคให้เรา

อธิบายมากไปเดียวจะงงดู VDO ดีกว่า


สำหรับผู้ใช้รถที่อาจจะมีปัญหากับรถของตัวเองในเวลาที่ขับๆอยู่แลัวเครื่องดับ บางคนตกใจคิดว่าจะไม่สามารถหยุดรถได้ยามเมื่อเครื่องยนต์ดับไปแล้วนั้น ก็ต้องบอกว่าไม่ต้องตกใจไปถ้าเบรคจะแข็งไปบ้าง...อึ!!! ไม่บ้างสิแข็งมากเลยล่ะสำหรับคนที่คุ้นเคยกับเบรคแบบนิ่มๆถึงต้องขั้นกระทืบเบรคก็ไม่แปลกที่จะตกใจกันบ้าง ถ้าเจอเหจุการแบบนี้เข้าล่ะก็ตั้งสติให้ดีครับ เครื่องดับเบรคแข็งแต่ก็ยังเบรคได้แต่ต้องใช้แรงเพิ่มขึ้นเท่านั้น เปิดไฟเลี้ยวเข้าข้างทางแล้วออกแรงเบรคหน่อยโดยไม่ต้องทำอะไร จนรถหยุดแล้วค่อยหาคนช่วยนะครับ

ทำได้ไม่ว่ารถของคุณจะเป็นเกียร์แบบไหน ที่ผมเขียนมานี่เอาแบบพื้นๆแบบคนใช้ทั่วไปไม่เอา ADVANCE นะครับหวังว่าจะพอเข้าใจนะครับ
Read more >>

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ซูบารุ กับ Tourer Concept Hybrid Wagons

ซูบารุ กับรถยนต์ แวกอน Hybrid ทัวเรอร์คอนเซพท์ (Tourer Concept Hybrid Wagons) มาในสไตล์ไฮบริดเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 4 สูบนอน direct-injection เทอร์โบชาร์จ พลังเรี่ยวแรงเหลือๆ ด้วยรูปแบบประหยัดพลังงานกับระบบขับเคลื่อน all-wheel drive ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อวิ่งอยู่ที่ความเร็วต่ำ

โดยรวมหน้าตารถมีความดุดันกับไฟหน้า LED กับกระจังหน้าขนาดใหญ่


สปอยเลอร์หลังดูเข้ากับท่อไอเสียแบบสองท่อ ประตูบานหลังเปิดปิดแบบ suicide กระจกหลังคา Panoramic

พวงมาลัยถูกออกแบบให้มีจอดิสพเลย์อยู่ภายในเพื่อสะดวกในการควบคุม
Read more >>

Google+ Followers