วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คืนชีพให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลังน้ำลด

สวัสดีครับ หลังจากน้ำเริ่มลดขอมา Up date กันซักหน่อยวันนี้ขอนอกเรื่องจากเรื่องรถซักนิดเพราะหลังน้ำลดเรื่องไกล้ตัวที่สุดคือการทำความสอาดที่พักอาศัย และที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นใดก็คือเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอย่างเช่น ปั๊มน้ำ เครื่องซักผ้า แอร์ ซึ่งมีโอกาสจมน้ำและหลายคนที่กลับเข้าบ้านภายหลังจากที่น้ำลดลงแล้วก็คิดว่า ของพวกนี้พังไปแล้ว เพราะอาจจะลองเปิดสวิทช์ ก็พบว่าของเหล่านี้ไม่ทำงาน ซึ่งบางคนก็ได้ขายทิ้งไปในราคาถูกๆ

ซึ่งวันนี้ผมก็จะมาบอกให้สำหรับ คนที่อาจจะยังไม่รู้ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง สำหรับการตรวจเช็คของใช้เหล่านี้หรือการกู้คืนให้มันสามารถกลับมาทำงานได้ ตามเดิมโดย ผมจะยกตัวอย่างเครื่องปั๊มน้ำแล้วกันน่าจะเป็นตัวที่อยากหน่อย แลัวก็นำไปปรับใช้กับเครื่องใช้ตัวอื่นๆเอาแล้วกันนะครับ



จากรูปเครื่องปั๊มน้ำ (รูปร่างหน้าตาแบบไหนไม่สำคัญ) เพราะการทำงานเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นปั๊มรุ่นไหนแบบใด ก็ให้ดูที่ตัวมอเตอร์เป็นหลัก ซึ่งหลังน้ำลดเราควรทิ้งให้น้ำที่ตกค้างที่มอเตอร์ละเหยแห้งสนิดก่อน เพื่อเมื่อเวลาเราเปิดเครื่องจะไม่มีความชื้นที่จะทำให้ช๊อตได้




จากรูปให้ดูที่ตูดของมอเตอร์ สังเกตุดูนะครับว่ามันจะมีคลีบใบพัดระบายความร้อนของ มอเตอร์อยู่ ให้เราหาไขควงตัวใหญ่ยาวซักนิด เอาเข้าไปงัดที่คลีบกับเพลมของมันเอง ให้มันหมุนซึ่งอาจจะแข็งซักหน่อยเพราะ อาจจะมีคลาบสนิมเกาะอยู่ที่จุดหมุน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ปั๊มน้ำของเราเหมือนจะทำงานแต่ไม่ทำงาน พอเราเปิดแล้วไม่หมุนแถมยังมีควันขึ้นอีกต่างหาก ก็มาจากสาเหตุของสิ่งสกปรกนี่เอง ซึ่งหลังจากเราใช้ไขควงงัดจนหมุนได้คล่องแล้ว เราจึงทำการสตาร์ทเครื่องปั๊มน้ำของเราอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าถ้าไม่มีอะไรผิดปรกติ ผีปั๊มน้ำของเราฟื้นแน่นอน เพราะที่บ้านผมบ้านเพื่อนก็ทำแบบนี้

ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะมีประโยนช์ สำหรับคนทั่วไปที่ยังไม่รู้และสามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆที่ใช้ มอเตอร์แล้วจมน้ำ และที่ผมเอาปั๊มน้ำมาพูดก็เพราะว่าเกือบทุกบ้านน่าจะมีใช้กันแล้วก็เจอปัญหา นี้และปั๊มน้ำมันก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีที่ให้มือเราไปหมุนมันได้นอก จากคลับระบายความร้อนของมันเองเท่านั้น ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบอื่นๆที่มี ใบพัด สายพาน มันก็ไม่อยากที่เราจะเอามือไปหมุนมันได้ แต่ก่อนจะทำอะไรกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ต้องแน่ใจว่าเราไล่ความชื้นออกไปหมดแล้วนะครับ

ซึ่ง ของที่ช่วยไล่ความชื้นได้ก็จะเป็นพวกสเปย์ต่างๆที่มีขายกันอยู่แล้ว หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ในการที่เราจะไม่เสียเงินไปซื้อปั๊มใหม่โดยใช่ เหตุ
Read more >>

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รถลุยน้ำท่วม

สวัสดีครับ หลังจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เริ่มจะคลี่คลายไปบ้าง ก็ถึงเวลามา Update กันบ้าง ส่วนตัวในระหว่างน้ำท่วมก็ได้ย้ายที่อยู่ เป็นคนเร่ร่อนไปตามบ้านญาติจากในกรุงเทพฯเดิมที่ยังไม่ท่วม จนไปถึงต่างจังหวัด มีความอยากลำบากในชีวิตขึ้นมาทันที แต่ในความลำบากของเราย่อมมีคนที่ลำบากกว่าเราอีกเยอะ ฉนั้นยังไงก็ต้องดำเนินชีวิตกันต่อไป

ในระหว่างที่ไปๆกลับๆกรุงเทพราชบุรีอยู่นั้น ก็ได้เห็นรถที่ทำปรับแต่งให้อุ่นใจที่จะลุยน้ำท่วมได้อย่างเช่น

การติดสน็อกเกิล


ซึ่งเจ้าสน็อกเกิลตามแบบรูปด้านบนนั้น ก็เป็นการ ยกจมูก (เอาภาษาชาวบ้านๆให้เข้าใจง่ายๆ) นั่นคือปรกติรถยนต์โดยทั่วไปจะมีช่องรับอากาศอยู่ภายในห้องเครื่อง ซึ่งถ้าหากเจอสภาพฝนตกน้ำท่วมธรรมดาก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็สามาถทำงานได้ แต่ถ้าหากเจอสภาพน้ำท่วมสูงเป็นเมตรอย่างที่ผ่านมานี่ละก็คงได้ สำลักน้ำดับแอ่งแม้ง...อยู่กลางน้ำเป็นแน่แท้ ทางแก้ก็คือต่อท่อหายใจขึ้นมาให้สูงขึ้นไปอีก ชอบแค่ไหนก็แล้วแต่เจ้าของรถล่ะงานนี้

ส่วนระบบจุดระเบิด ถ้าเป็นเครื่องเบนซินก็ถ้าซีลดีๆก็ลุยน้ำลึกได้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นดีเซลล่ะก็แค่ไม่สำลักน้ำก็เป็นพอ


ส่วนท่อไอเสีย เท่าที่เห็นหลายคันทำแบบรูปด้านบนโดยเฉพาะรถเล็กเห็นติดกันมากมายกลายเป็นแฟร์ชั่นใหม่สำหลับรถหน้าน้ำท่วมกันไปเลย ซึ่งก็คงทำให้เจ้าของรถหลายคันได้อุ่นใจกันว่ารถของตัวเองคงจะไม่ดับง่ายๆ แต่จริงๆแล้วน้ำจะเข้าท่อไอเสียได้นั้นอยากจริง โดยส่วนตัวตั้งแต่ขับมาท่อไอเสียจมน้ำก็ไม่เคยมีปัญหาดับแต่อย่างไร แต่แบบนี้ก็ดูเข้าท่าดีเหมือนกันไปอีกแบบ เพิ่มความมั่นใจได้ดีทีเดียว

แต่อย่างหนึ่งที่เห็นรถขับลุยน้ำท่วมทำคือ การเอาพลาสติกมาติดที่กระจังหน้ารถยนต์ เท่าที่เห็นเข้าใจว่าในขณะลุยน้ำสูงอยู่นั้นหม้อน้ำอาจจะได้น้ำท่วมนั้นช่วยระบายความร้อนออกไปให้ได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ว่าถ้าหากขับเลยน้ำท่วมสูงมาแล้ว ซึ่งก็เห็นหลายคันวิ่งอยู่บนถนนแห้งปรกติ สงสัยว่าความร้อนไม่ขึ้นหรืออย่างไรก็ในเมื่อเราเอาแผ่นพลาสติกไปปิดทางลมเอาไว้ เห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ ส่วนตัวก็ไม่เคยทำแบบนี้เหมือนกันก็แค่ขับลุยเข้าไปช้าๆเท่านั้น สำหลับตามความเข้าใจถ้าเป็นเครื่องยนต์เบนซิน ถ้าหากน้ำท่วมถึงหม้อน้ำพัดลมไฟฟ้าก็ไม่น่าจะทำงานเพราะหม้อน้ำเย็นซะขนาดนั้น ส่วนถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลใบพัดหน้าเครื่องนั้นจะฟรีอยู่แล้วซึ่งถ้าหากโดนน้ำก็จะไม่ทำให้ใบพัดเสียหายแต่อย่างใด (ก็ถ้าหากใครได้อย่าบทความนี้แล้วจะช่วยให้คำตอบจากที่ได้ทำมาก็จะดีมากเลยว่าได้ผลเป็นอย่างไร)

สรุปจากเหตุน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้ชีวิตมีสีสรร หวานอม ขมกลนจริงๆ แต่ก็นั่นแหล่ะนะชีวิตมันก็แบบนี้
Read more >>

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ขับรถลุยน้ำท่วมยังไงให้อุ่นใจ

สวัสดีครับ วันนี้คงเป็นวันที่ยากลำบากและรุ้นระทึกของคนแทบจะส่วนใหญ่กันเลยทีเดียวกับเหตุการร์น้ำท่วมครั้งใหญ่ ซึ่งนอกจากต้องระวังน้ำท่วมรถแล้ว เราก็จะต้องได้มีโอกาสขับรถลุยน้ำเป็นแน่แท้สำหรับคนที่ยังคงต้องทำงานในสภาวะที่น้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมอยู่แล้วแต่ก็ยังคงต้องทำงานกันต่อไป หลายคนเรถไปทิ้งต่างจังหวัดไกล้เคียงตามบ้านญาติพี่น้อง หรือหลายคนเอาไปจอดในที่สูงก็แล้วแต่ แต่ถ้าต้องขับรถลุยน้ำก็ให้เตรียมเท่าที่ผมพอจะเรียบเรียงให้ได้

-อย่างแรกเลยคือเตรียมซีลอุปกรณ์จุดระเบิดของรถยนต์ของเราก่อน เลยคือที่ฝาครอปจายจ่าย ส่วนตัวใช้สิลิโคลนยาให้รอบฝาครอบจ่านจ่าย และจุดต่อของปล๊กถ้าเป็นไปได้ เพื่อกันน้ำเข้าไปกวนระบบไฟจุดระเบิดจะทำให้อุ่นใจได้ในเวลาขับรถลุยน้ำได้

-เมื่อขับรถลุยน้ำให้ใช้เกียร์ต่ำส่วนใหญ่จะอยู่ที่เกียร์ หนึ่งหรือสองเพราะถ้าเกินจากนั้นรถไม่ค่อยมีแรงไปหรอกครับและอาจจะทำให้รถดับได้ สำหรับรถเกียร์ธรรมดา

-จะปิดหรือเปิดแอร์ดีอันนี้ก็แล้วแต่ชอบ แต่ส่วนตัวถ้าลุยน้ำในระดับพื้นรถผมไม่ปิดแอร์แต่จะปิดเมื่อน้ำสูงมากกว่าระดับพื้นรถขึ้นมา เพราะผมต้องการกำลังเครื่องที่จะใช้ลุยน้ำมากว่ากลัวที่พัดลมแอร์จะตีน้ำเพราะยังไงพัดลมหม้อน้ำก็ยังทำงานตอนลุยน้ำอยู่ดี สาเหตุที่ไม่ปิดแอร์เพราะถ้าปิดแอร์ก็ต้องเปิดกระจกพอเราเปิดกระจกลุยน้ำพร้อมกับรถคันอื่น ก็อาจจะโดนน้ำสาดเข้ามาที่หน้าต่างเข้ามาในรถได้ หรือเราอาจจะขับรถในช่วงฝนตกการปิดแอร์ก็จะทำให้เกิดฝ้าเกาะที่กระจกซึ่งจะสร้างความลำบากในการขับขี่เป็นอย่างมาก

-ไม่ควรขับรถเร็วเพราะกลัวดับหลายคนกลัวน้ำเข้าท่อไอเสียและจะทำให้เครื่องดับ ซึ่งผมก็จะบอกไว้ว่ารถที่กลัวน้ำเข้าท่อไอเสียแล้วดับคือรถมอเตอร์ไซด์โดยเฉพาะรถรุ่นที่เป็นท่อไอเสียนอนขนานกับพื้นถนนที่น้ำมักเข้าท่อไอสียแล้วทำให้เครื่องดับ และก็อาจจะเป็นรถที่ไม่มีหม้อพักเท่านั้นที่จะมีโอกาสดับจากสาเหตุน้ำเข้าท่อได้ ฉนั้นถ้ารถของเรามีหม้อพักเป็นรถใช้งานปรกติไม่ต้องกลัวขับไหลไปได้เลื่อยๆได้เลย เพราะการขับเร็วลุยน้ำมักสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นโดยเฉพาะบ้านที่เขาถูกน้ำท่วมบ้านเพราะบ้านเขาจะพังเร็วมากๆจากคลื่นของรถเรานั่นเอง

หลังจากที่เราขับรถลุยน้ำผ่านมาได้แล้ว สิ่งที่ควรทำคือการไล่น้ำออกจากเบรคทำได้ง่ายๆโดยการหาระยะที่จะเบรคหนักๆซักนิดซักทีสองทีเอาแบบไม่ต้องถึงกับหัวทิ่มหรอกนะครับ เอาแค่เบรคหนักๆแบบจึกๆ ก็พอเพราะช่วงนี้เบรคจะลื่นแม้เราจะเบรคแรงแล้วก็ตามทำไปซักครั้งสองครั้งเบรคของเราก็จะกลับมาหนึบเหมือนเดิม และที่หลังจากเราขับรถไปได้ซักพักเบรคก็จะร้อนและทำให้น้ำที่ยังเหลืออยู่ระเหยไปเอง


สุดท้ายที่หลังจากลุยน้ำมาแล้วจะทำยังไงหลายคนคงเคยกังวลอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำเข้าเกียร์ซึ่งเราก็เช็คดูได้ด้วยการดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ (สำหรับเกียร์ออโต้) ดูว่าน้ำมันเป็นสีกาแฟหรือไม่ ถ้าเป็นก็แสดงว่ามีน้ำปนก็ให้ทำงานเปลี่ยนซะ แต่สำหลับเกียร์ธรรมดาอันนี้พบว่าไม่ค่อยมีปัญหาสำหลับผม และในส่วนอื่นๆซึ่งนอกจากการล้างรถแล้วก็อาจจะต้องดูพวกข้อต่อต่างๆซึ่งก็ถ้าหากไม่มีสียงดังอะไรก็ไม่ต้องกังวลไป พวกลูกปืนล้อต่างๆถ้ามีการอัดจารบีมาดีก็ไม่ต้องไปกังวลไม่ต้องไปยุ่งกับมัน จะมีก็แต่เรื่องดึงเบรคมือเท่านั้นที่อาจจะพบปัญหาเบครมือค้างในอีกวันหนึ่งที่หลังจากจอดรถทิ้งไว้ทั้งคืนก็อาจจะเจอได้
Read more >>

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

Volvo Concept 'You'



วอลโว่ Concept 2012 ในการเปิดตัวที่ที่แฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ รถรุ่นนี้มีการปรับปรุงการออกแบบของ Volvo กับสรีรใหม่ดูทันสมัยมีสไตล์ หรูหรา มีความสะดวกสบาย สร้างความสง่างามให้กับผู้ครอบครองได้อย่างดี

รถออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายโดยใช้กับเทคโนโลยีทัชแพด สั่งงานด้วยปลายนิ้วสัมผัส และมาพร้อมกล้องอินฟราเรด ที่มีมาทั้งด้านหน้าและหลัง

เหล่าสาวกคนไทยจะได้ยลโฉมกันเมื่อไหลคงต้องรอกันไป ตอนนี้ได้แต่นำภาพเอามาให้ได้รับชมกระตุ่นน้ำลายกันไปก่อน







Read more >>

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ยลโฉมรถหรู Bugatti ใหญ่เกินร้อย


มาดูรถหรูทรงใหญ่ Bugatti 800 แรงม้า 4 ประตู มาพร้อมกับความสะดวกสบายตามสไตล์ของคนที่ไม่ธรรมดาจะได้ใช้กัน อยากได้แต่คงจะต้องร้องเพลงรอ...กันอีกยาวนานแสนนานถึงจะมีหวังได้ยลโฉม แต่ไม่เป็นไร ดูรูปไปก่อนก็ยังดี


ดูจากด้านบน


ฝากระโปงอย่างกะปีกผีเสื้อมองข้างหน้าดูดุดัน


เทียบกันกับรถรุ่นอื่นดูสิว่าจะต่างกันขนาดไหน



ดูด้านหลังกันบ้างดีกว่า ท่อไอเสียสองฝั่งดูแล้วน่าเกรงใจจริงๆ








ภายในดูเรียบๆแต่คลาสสิคดูแล้วขลังเหมาะกับคนที่มีพลังจริงๆ



ทาวเฮ้าอย่างเราหมดสิทธิจอดหน้าบ้านแน่นอน




เห็นแล้วคนรักรถก็คงจะน้ำลายย้อย แต่ใครจะคว้ามาได้ก็แล้วแต่ ผมแคเอารูปสวยๆมาฝากอิๆ...
ขอจบดีกว่างานนี้ไม่บรรยายอะไรมาก
ที่มาของภาพ: http://www.autoblog.com
Read more >>

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

Renault 4Lectric รถไฟฟ้าสำหรับคนเมือง

ในปัจจุบัน เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหาทางให้รถยนต์ของเรา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญไปแล้วในขณะนี้และแน่นอนว่าพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ของเราไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ ย่อมมีการลดลงซึ่งอาจจะไม่พอกับการใช้งานของคนเราได้

Renault 4Lectric เป็นรถในครัวเรือนขนาดเล็กที่ใช้พลังงานไฟฟ้า โดยมีแบตเตอร์รี่ สองลูกแยกกัน ลูกหนึ่งต่อเข้ากับส่วนรับพลังงานแสงอาติย์ที่รับพลังงานจากหลังคาและขอบประตู ซึ่งจะสะสมพลังงานไว้ต่อเนื่อง ส่วนอีกลูกหนึ่งใช้งานเท่าไปร่วมกัน

ดูรูปทรงก็เหมาะกับการใช้งานบ้านเราเสียจริงๆ อาจจะแทบไม่ต้องจอดชาจต์แบตกันเลยก็ได้เพราะแดดแรงเหลือเกิน ใครที่กลัวจอดรถตากแดดคงต้องเปลี่ยนใจแล้วล่ะ

ทีนี้มาดูด้านหน้าคนขับกันบ้าง...โล่งดีจัง สีสรรสบายตา ท่าทางจะขับง่ายน่าดูแค่กดปุ่ม

ดูด้านบนเวลาเข้าจอดในสถานีและสามารถแชร์พลังงานได้อีกด้วย


ดูภายในกันชัดๆโล่งๆสบายๆ

ด้านหน้า

ด้านหลัง
สุดท้ายอนาคตเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพิจารณารถที่ใช้พลังงานทางเลือก รถพลังงานแบบเดิมๆคงจะเป็นของเล่นของคนรวยไปในที่สุด

รูปที่มา: http://www.designboom.com
Read more >>

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เปลี่ยนหัวเทียนไม่ยากอย่างที่คิด



สวัสดีครับ วันนี้จะมาพูดเรื่องเปลี่ยนหัวเทียนกัน หลายคนอาจรู้แล้วและทำอยู่เป็นประจำ แต่หลายคนไม่รู้และไม่เคยทำ แต่อยากจะทำบ้างหรืออาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องทำในอนาคต ก็เอาไว้เป็นแนวทางได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ของอยากอะไร แต่ก็มีสิ่งที่ควรรู้บ้างเล้กน้อยเหมือนกัน เพื่อที่ว่าการทำของเราจะไม่ไปทำความเสียหายให้กับชิ้นส่วนของเครื่องของเรา นั่นเอง ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลย



ขั้นตอนแรกเราก็ถอดสายหัวเทียนออกทั้งหมด (ตามรูปด้านบน) ไม่ต้องกลัวว่าจะใส่กลับไม่ถูก เนื่องจากปรกติเครื่องยนต์ส่วนใหญ่สาย หัวเทียนจะสั้นยาวไม่เท่ากันตามที่อยู่ของหัวเทียนอยู่แล้วนั่นเอง (นอกจากบางคันอาจเปลี่ยนแปลงแก้ไข สายหัวเทียนจึงจะไม่เท่าเดิมได้)


ใช้บล็อคถอดหัวเทียน ถอดหัวเทียนออกโดยหมุนไปทางซ้านมือ


จากนั้นดึงเอาหัวเทียนออกมาดังรูป


รูปบล็อคหัวเทียน สั้นยาวแล้วแต่เครื่องยนต์แต่ละรุ่น แนะนำบล็อคที่เป็นแม่เหล็กเพื่อที่จะสามารถดูหัวเทียนให้ติดอยู่ได้โดยไม่หลุดร่วง จะทำให้ง่ายในการถอดเปลี่ยน


ทำให้บล็อคหัวเทียนสามารถจับกับหัวเทียนได้ดังรูป



จากนั้นนำหัวเทียนใส่ลงไปให้ครบทุกหัว โดยการใช้มือหมุนเกลียวลงไปก่อนโดยหมุนไปทางขวา ให้สุดมือก่อนเพื่อเป็นการเช็คป้องกันการปีนเกลียว ซึ่งจะทำความเสียหายให้กับฝาสูบได้เพราะเกลียวของหัวเทียนเป็นเหล็กซึ่งแข็งกว่าฝาสูบที่เป็นอลูมิเนียม


จากนั้นเราก็จขันหัวเทียนให้แน่นโดยทำประแจดังรูปคือพยายามให้ด้ามอยู่ตรงกลาง เพื่อไม่ให้มีแรงบิดมากเกินไป



จากนั้นทำำการขันเกลียวให้แน่น ส่วนตัวผมจะใช้มือเดียวในการล็อคแน่นโดยบิดให้ตึงมือจนหมุนไม่ไปแล้วถือว่าใช้ได้


หลังจากใส่ครบทุกหัวและล็อคแน่นแล้วก็ไล่ใส่สายหัวเทียนให้ครบ

เมื่อครบแล้วก็ลองสตาร์ทเครื่องเช็คดูว่าไม่มีอะไรผิดปรกติ ก็ถือว่าเสร็จสิ้น

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่อยากจะลองทำดูเองบ้างนะครับ
Read more >>

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ภาพอุบัติเหตุที่เราก็เลี่ยงได้



อุบัติเหตุไม่ใช่เกิดจากดวงไม่ดี (ดวงอาจมีส่วนซัก 0.01%) แต่ส่วนใหญ่เกิดจากความประมาทไม่เคารพกฎจราจร
หรือความมักง่ายที่จะนำพาเราเข้าสู่เหตุร้าย แทรก แซง ปาด เปิดเลนพิเศษและขับเร็ว
Read more >>

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สงสัยจะเวียนหัว



"ช่วงนี้แก้เซ็งด้วย VOD ไปก่อนแล้วกันนะ"
งานนี้สงสัยจะเวียนหัว ใครชอบแบบนี้อย่า สละรถแบบนี้แล้วกันตัวอย่างไม่ดี อิ...ๆ
Read more >>

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

2011 Super GT Race - ซูปเปอร์คาร์สวยๆ



ไปดูรถสวยๆกับบรรยากาศสวย ไม่รู้จะดูอะไรสวยกว่ากัน
Read more >>

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ฝาหม้อน้ำทำงานยังไง - Radiator Cap


สวัสดีครับ วันนี้ว่างๆก็จะขอพูดถึงฝาหม้อน้ำกันบ้างนะครับ ว่าหน้าที่ของฝาหม้อน้ำมันทำอะไรและมีความสำคัญยังไงบ้าง เพื่อที่เพื่อนๆพี่น้องที่อาจจะยังไม่รู้ จะได้เข้าใจว่าฝาหม้อน้ำมีหน้าที่อะไรและควรจะดูแลอย่างไรบ้าง

เริ่มเลยแล้วกัน จาก VDO ที่ผมเอาไว้ให้ดูก็เพื่อว่าจะได้ง่ายขึ้นในการทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำงานของฝาหม้อน้ำนั้นเอง เริ่มจากหน้าที่ของฝาหม้อน้ำนั้นก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรคือ รักษาแรงดันภายในหม้อน้ำนั่นเอง หน้าตาของฝาหม้อน้ำตามรูปข้างล่าง


โดยที่หลังจากที่เครื่องยนต์ติดเครื่องแล้วนั้น ลูกสูบทำงานของมันคือการเผาไหม้เชื้อเพลิงตาม Cycle ของมัน ก็จะเกิดความร้อนขึ้นภายในฝาสูบและเสื้อสูบ จนถึงอุณหภูมิหนึ่งที่วาว์ลน้ำเปิดให้น้ำร้อนไหลออกมาที่หม้อน้ำ โดยน้ำร้อนจะออกมาเข้าที่ด้านบน ตามหลักน้ำร้อนเบากว่าน้ำเย็น น้ำเย็นก็จะเข้าไปในเครื่องยนต์แทนน้ำร้อนที่ออกมา

แน่นอนว่าน้ำร้อนที่ออกมาจากเครื่องยนต์ ย่อมเกิดการขยายตัวจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและตามมาด้วยแรงดันที่เกิดจากการขยายตัวของน้ำ ซึ่งเจ้าแรงดันที่ว่ามันก็สามารถทำลายอุปกรณ์ภายในของระบบระบายความร้อนของเราให้ได้รับความเสียหายได้เช่นกัน จึงต้องทำการลดแรงดันที่สูงนั้นออกไปตามสเปคของฝาหม้อน้ำ ที่ขึ้นอยู่กับผู้ผลิดว่ามีแรงดันที่เท่าไหร่

แรงดันก็จะเอาชนะสปริงวาว์ลให้ยุบตัวแล้วน้ำร้อนที่มีแรงดันสูงก็จะถูกถ่ายออกไปเก็บไว้ที่หม้อพักนั้นเอง หลังจากนั้นเมื่อน้ำที่อยู่ในหม้อน้ำได้ถูถระบายความร้อนออกไปหรือเครื่องยนต์หยุดทำงาน แน่นอนว่าความร้อนย่อมลดลงและน้ำร้อนที่เคยขยายตัวก็หดตัวลงทำให้เกิดช่องว่างขึ้นภายในหม้อมน้ำเกิดเป็นศูนย์ญากาศขึ้น ก็จะมีแรงดูดไปดึงวาว์ลตัวเล็กๆที่เห็นไปดูน้ำจากหม้อพักกลับมาที่เดิมเพื่อรักษาระดับน้ำในหม้อน้ำ ไม่ให้น้ำขาดซึ่งจะมีปัญหาความร้อนขึ้นโดยที่เกจความร้อนของเราที่หน้าปัดเราอาจจะขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ได้เพราะ ว่าเซ็นเซอร์ที่ใช้วัดอุณหภูมิอาจไม่สัมผัสกับน้ำ ทำให้การวัดคลาดเคลื่อนได้

จากที่ว่ามาทั้งหมดน่าจะพอเข้าใจได้บ้างว่า ฝาหม้อน้ำมีความสำคัญขนาดไหน ซึ่งต้องควรดูแลตรวจสอบให้อยู่ในสภาพดี ยิ่งรถใช้ไปนานๆก็อาจจำเป็นต้องตรวจสอบและสังเกตุความผิดปรกติ ของระดับน้ำที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแม้แต่ท่อน้ำก็สามารถบอกอะไรเราได้ ว่าเกิดสิ่งผิดปรกติขึ้นบ้าง เช่น ท่อน้ำบีบตัวลงหรือแฟบลงนั่นเอง ซึ่งนั้นอาจจะบอกเราว่าเกิดภาวะศูนย์ญากาศในระบบเราแล้ววาว์ลดูกลับอาจไม่ทำงาน และน้ำในหม้อพักมีระดับสูงกว่าปรกติ ควรแก้ไขทันทีเป็นต้นครับ
Read more >>

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Mad Max - Motörhead ฟังเพลงบ้างดีกว่า



ว่างๆมาฟังเพลงนึกถึงความหลังกันดีกว่า เป็นหนังที่ดูแล้วทำให้วัยรุ่นสงสัยว่า
ไอ้...ที่โผล่มานอกกระโปรงรถนั่นมันคืออะไร แต่เดี๋ยวนี้คงรู้จักกันหมดแล้วว่ามันคือ
ซุปเปอร์ชาท์ช นั้นเอง อย่างน้อยก็ยังเกี่ยวกับรถบ้าง คงไม่ว่ากันนะ
Read more >>

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

วิธีถอดล้อรถยนต์เพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่

สวัสดีครับ วันนี้จะขอมาแชร์เรื่องการเปลี่ยนล้อของรถยนต์กันครับเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นระหว่างเดินทางหรือแม้แต่จอดรถไว้เฉยๆ ก็อาจเกิดเหตุการยางแบนขึ้นมาได้ ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆแต่ คิดว่าหลายคนก็อาจจะยังไม่เคยได้ลองทำหรือยังไม่รู้ว่าการเปลี่ยนยางมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แล้วเปลี่ยนแบบไหนที่จะปลอดภัยทั้งรถและคนนะครับ

ก่อนอื่นต้องรู้จักอุปกรณ์หรือเครื่องมือในรถเราเสียก่อนซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นแม่แรงนั่นเองว่าหน้าตาเป็นยังไง


แบบแรกเป็นแม่แรงที่ใช้น้ำมัน หน้าตาก็เป็นอย่างในรูป ส่วนใหญ่จะพบใน รถกระบะ ใช้วิธีโยกตัวโยกเพื่อให้แกนดันขึ้นด้านบนในแนวตั้งนั่นเอง และตอนเอาลงก็จะมีแกนเล็กๆให้หมุนแล้วแกนแม่แรงก็จะยุบตัวลงมา

แบบที่สองจะเป็นแบบกลไก แบบนี้จะพบในรถเก๋งหรือรถขนาดเล็ก การใช้งานก็จะมีแกนที่มีหูเป็นรูกลมๆ ให้เราได้ใส่ด้ามขันแม่แรงเข้าไปแล้วหมุนตามเข็มนาฬิกาเพื่อเอาขึ้น และถ้าเราจะเอาลงก็ง่ายมากก็หมุนทวนเข็มกลับมาเท่านั้นเอง

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือตำแหน่งการขึ้นแม่แรงซึ่งแต่ละรุ่นในปัจจุบันก็อาจมีเพิ่มมาบ้างในบางจุด แต่ผมจะเอาหลักๆให้ดูว่ามีตำแหน่งไหนบ้างจากรูป (แม่แรงตัวเล็กแนะนำให้ขึ้นทีละจุด)
ตำแหน่ง A จะป็นตำแหน่งตะเข็บกลางตัวรถไปทางด้านหลัง
ตำแหน่ง B จะเป็นตะแหน่งคานหน้าหรือจะเป็นคานใต้เครื่องก็ได้
ตำแหน่ง C จะเป็นตำแหน่งตะเข็บกลางตัวรถไปทางด้านหน้า
ตำแหน่ง D จะเป็นตำแหน่งใต้ปีกนก

แล้วเราก็มาเริ่มการถอดล้อกันดีกว่า หาที่ๆเป็นพื้นราบไม่เอียง ดึงเบรคมือด้วยนะครับ

และก็หาอะไรมาหนุนไว้หน่อยก็ดีกับล้อที่เราไม่ได้ทำอะไร


เริ่มด้วยการถอดฝาครอบล้อ (สำหรับล้อเหล็ก)


ถอดออกมาแล้วก็หน้าตาแบบนี้ จะเห็นน๊อตล้อจะกี่ตัวก็ช่างแต่ละยี่ห้ออาจไม่เท่ากัน


เอาประแจขันน๊อตล้อหรือกากบาท ใส่เข้าไปหมุนไปทางซ้าย

ถ้าแน่นนักก็ใช้มือที่สามที่อยู่ล่างสุดค่อยๆกระทืบๆออก ถ้าให้ดีมีแป๊บยาวหน่อยก็ช่วยทุ่นแรงได้ดีคลายน๊อตให้ครอบทุกตัว (แค่คลายนะครับ) เพราะเดียวล้อลอยแล้วจะหมุนไม่ออกและเสียงที่รถจะล้มทับเอาได้



ผมเลือกขึ้นที่ตะเข็บไกล้ล้อหลังที่จะถอดครับ ตามรูป

ที่ไม่ขึ้นใต้คานเพราะข้างล่างคลำดูแล้วมันไม่เรียบจับโดนเพลาล้อไม่มั่นคงเท่าไหร่

หลัง จากขึ้นแล้วก็เอายางวางไว้ข้างใต้ไว้เผื่อเหตุไม่คาดคิดแม่แรงล้มขึ้นมายัง มีล้อช่อยรับไว้ได้ ทีนี้ก็ถึงเวลาถอดน๊อตล้อและเปลี่ยนเอาล้อที่จะมาใส่แทนใส่เข้าไปใส่น๊อตล้อให้ครบทุกตัวด้วยมือก่อนเท่าที่มีแรงหมุนเข้าไป ตามเข็มนาฬิกา


จากนั้นก็ค่อยใช้ประแจขันให้แน่นเอาแค่พอตึงๆมือก็พอ ขันน๊อตแบบกากบาทคือขันตัวแรกเสร็จก็ไปขันตัวที่อยู่ตรงข้ามกับตัวแรกนั่นเอง ไล่ไปให้ครบ


หลังจากขันน๊อตด้วยประแจพอตึงๆแล้วก็เอายางที่อยู่ใต้ท้องออกและสำรวจว่ามีอะไรยังหลงเหลืออยู่ข้างใต้บ้าง ก็จัดการเคลียซะแล้วค่อยเอาแม่แรงลง จากนั้นก็

ไล่ขันน๊อตให้แน่นตามแบบที่ขันแบบตึงมือเมื่อก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้ต้องขันให้แน่นสุดแรง ถ้าใช้ประแจอย่างในรูปให้ท่านใส่สุดแรงเอาให้ชั้วว่าแน่นแล้วกัน ไม่ต้องกลัวน๊อตจะพังเพราะด้ามมันสั้นทำน๊อตพังได้ละก็ ไปเช็คด่วนว่าท่านได้แรงแต่ใดมา...อิๆๆ แล้วก็ใส่ฝาครอบให้เรียบร้อยเก็บเครื่องมือแล้วไปต่อได้เลย
Read more >>

Google+ Followers