วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

ระวังภัยกับการขับรถตัดโค้ง

สวัสดีครับวันนี้จะขอพูดถึงเรื่องการขับรถกับพฤติกรรมการขับรถตัดโค้ง แล้วขับรถตัดโค้งเขาขับกันยังไง มันก็คือการขับรถด้วยความเร็วพอถึงโค้งก็จะตัดจากเลนหนึ่งเข้าไปอีกเลนหนึ่งเพราะการเข้าโค้งด้วยความเร็วจะทำให้มีแรงเหวี่ยงมากอาจทำให้หลุดโค้งได้ หากใครเคยดูรถแข่งก็จะพอนึกออก


ซึ่งเทคนิคแบบนี้เหมาะที่จะใช้ในสนามแข่งเท่านั้นครับส่วนชีวิตจริงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้เมื่อยามจำเป็นจริงๆเท่านั้นไม่ควรใช้แบบเป็นนิสัยเพราะอันตราย หลายคนอาจคิดว่าการขับแบบนี้แหล่ะสุดยอดทำไมรถหลายคันไม่ขับแบบนี้ ขับไม่เป็นหรอ?

คำตอบคือขับเป็นแต่เขาไม่ขับตัดเลนเพราะเขารู้ว่ามันไม่เหมาะและเป็นอันตราย หากใครขับรถไปต่างจังหวัดอาจจะพบเห็นได้บ่อยกับการขับตัดเลนตัดโค้งจนชินตาเลยก็ว่าได้ การขับแบบนี้ถ้าเป็นถนนที่ขับสวนทางกันนี่คือหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รถชนประสานงากันบ่อยครั้ง เพราะขับรถอยู่ดีๆเพลินๆมีรถจากเลนตรงข้ามขับมาในช่องทางของเราซะงั้น ยิ่งอยู่ในโค้งด้วยแล้วเห็นก็ตูม...แล้ว บาดเจ็บล้มตายกันไปก็มาก

ส่วนถ้าหากเป็นถนนที่วิ่งทางเดียวก็มีปัญหาเช่นกัน พอขับถึงโค้งเจอรถอีกคันตัดเลนปาดหน้าเราเฉยเลย ที่เป็นอย่างนั้นเพราะรถที่ตัดโค้งอาจจะขับแบบนั้นจนเป็นสิสัยประกอบกับไปไม่ได้สังเกตุด้วยว่ามีรถคันอื่นวิ่งอยู่ด้วยหรือไม่ยิ่งเจอช่วงจุดบอดของรถด้วย ก็เลยเกิดเหตุการแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งบางคันที่ขับมาเลนตัวเองดีๆอาจตกใจเหยียบเบรคหรือหักหลบจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

ทั้งนี้การขับรถตัดโค้งนี้มักเกิดจากการขับรถเร็วแล้วไม่ได้สังเกตุป้ายบอกทางว่าโค้งที่กำลังจะไปถึงนั้นเป็นโค้งแบบไหน โค้งมากน้อยแค่ไหนพอถึงแล้วกลับพบว่าเอารถไม่อยู่จนอาจจะหลุดโค้งได้จึงต้องตัดโค้งกันแบบนั้น แต่บางคันหรือหลายคันไม่ได้เป็นแบบนั้นกลับเกิดจากกับนิสัยขับเร็วขับตัดไปทุกโค้งไปตลอดทางจนบางจังหวะก็เผลอมองไม่เห็นรถด้านข้างไปปาดเอาได้หรือสร้างความตกใจให้กับรถคันข้างๆจนเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

แน่นอนครับว่าไม่มีใครอยากจะขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ ฉนั้นขับรถเราต้องมีสติแล้วแก้ไขเหตุการเฉพาะหน้าให้ได้ถึงแม้บางครั้งจะเลี่ยงอุบัติเหตุไม่ได้แต่ก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้เหมือนกัน สำหรับเพื่อนๆที่ขับรถไปเจอรถที่ขับตัดโค้งจนปาดมาชนหน้าเราก็อย่าตกใจจนเหยียบเบรคซะจนรถตัวเองหมุนปลิวตกข้างทางไปหรือหักหลบจนตกข้างทางไปอีกเช่นกัน รถเราจะกลายเป็นกล่องเหล็กไม่มีค่าเอาได้หรือชีวิตและคนที่เรารักอาจเป็นอันตรายได้ แต่ให้ยกคันเร่งเพื่อให้รถเราช้าลงด้วยตัวเองแล้วตั้งสติจับพวงมาลัยให้มั่นคง เพราะถ้าพ้นก็ผ่านไม่มีอะไรแต่ถ้าไม่พ้นเราก็ไม่เสียหลักตกถนนอย่างน้อยก็ 80-90% อันนี้สำหรับถนนวิ่งทางเดียวมั่นใจได้ว่าปลอดภัย แต่ถ้าถนนที่วิ่งส่วนทางกันอันนี้ค่อยข้างยากหน่อยแต่สำคัญที่สุดคือสติ ถ้ามีสติจะพาให้เราพ้นจากอันตรายหรือผ่อนหนักเป็นเบาได้ครับ

สุดท้ายขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีสติในการใช้รถเรียนรู้และปฎบัติตามกฎจราจรเราก็จะเดินทางกลับไปพบหน้าคนที่เรารักได้อย่างปลอดภัยทุกท่านครับ

Read more >>

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ใส้กรองอากาศรถยนต์

หากพูดถึงเครื่องยนต์ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับรถยนต์ที่เราใช้ขับอยู่ทุกๆวัน ก็ต้องบอกว่ามันคือหัวใจของรถยนต์เลยก็ว่าได้เพราะมันเป็นต้นกำลังที่ใช้ในการขับเคลื่อนนั่นเอง หากไม่มีเจ้าสิ่งนี้แล้วรถของเราก็ไม่ต่างจากกล่องเหล็กดีๆนี่เอง



วันนี้จะขอพูดถึงอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่เป็นสิ่งสำคัญก็ว่าได้สำหรับเจ้าหัวใจของเราคือกรองอากาศนั่นเอง เจ้าตัวกรองอากาศหน้าที่ของมันคือกรองสิ่งสกปรกที่มาพร้อมกับอากาศไม่ให้ผ่านเข้าไปในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ของเราได้ ซึ่งถ้าหากอากาศที่ผ่านเข้าเครื่องไปนั้นมีความสกปรกก็จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องนั้นลดลองไปได้อย่างน่าใจหายเลยทีเดียว

โดยเจ้ากรองอากาศที่ว่านี้จะดักจับฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่เป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์เอาไว้ที่ตัวของมันเองแล้วปล่อยอากาศที่สะอาดเข้าไปเท่านั้นเพื่อไปทำการคลุกเคล้ากับน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วจุดระเบิดเปลี่ยนพลังงานความร้อนมาเป็นพลังงานกล โดยส่งผ่านหัวลูกสูบลงไปยังก้านสูบไปหมุนเพลาข้อเหวี่ยงเพื่อนำกำลังจากส่วนนี้ไปขับเคลื่อนระบบส่งกำลังต่อไปนั่นเอง

ฉนั้นกรองอากาศจึงมีความสำคัญอย่างมากกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และยังส่งผลในเรื่องของอัตราการกินน้ำมันอีกด้วยเพราะถ้าหากเราละเลยการดูแลรักษาแล้วปล่อยให้มันสกปรกโดยไม่ทำความสะอาดโดยการเป่าฝุ่นออกบ้างหรือถึงขนาดตันจนอากาศไหลผ่านได้น้อย เราก็จะต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อทำให้รอบเครื่องหรือรถเราวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิม

เราจะพบว่าส่วนต่างค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนกรองอากาศใหม่ๆซักลูกนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกิน จะพบว่าพอเปลี่ยนกรองลูกใหม่เหยียบคันเร่งนิดเดียวพุ่งในทันที ยากทราบอย่างนี้แล้วหมั่นดูแลอุปกรณ์ตามอายุการใช้งานนะครับ แต่ถ้าไม่มีความรู้เรื่องรถเลยก็หาช่างที่มีความรู้และมีมาตรฐานดูแลรถของเราให้ใช้ได้นานๆแบบไร้ปัญหากันนะครับ
Read more >>

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คลัทช์ของรถยนต์มีกี่แบบ

 สวัสดีครับ วันนี้คงจะพูดถึงคลัทช์ของรถยนต์กันซักหน่อยนะครับว่า คลัทช์ที่เราเรียกกันจนชินนี่มันมีกี่แบบกัน หน้าที่ของคลัทช์คือตัดต่อกำลังระหว่างเครื่องยนต์กับชุดเกียร์ เพื่อให้การเข้าเกียร์เป็นไปอย่างราบลื่น สำหรับคลัชแยกได้สองประเภทคือคลัทช์แบบใช้ความผืดและคลัทช์แบบใช้น้ำมัน

Fluid Clutch หรือเราอาจจะรู้จักกันในชื่อ ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ซึ่งแบบนี้ใช้แรงผลักของๆเหลวในการส่งแรงถึงกันต้องอาศัยรอบของเครื่องในการส่งกำลัง



Friction clutch แบบความผืด จะแยกออกเป็นประเภทอื่นได้อีกตามต่อไปนี้

-Cone Clutch คลัชทรงกรวย แบบนี้จะมีพื้นที่ผิวสำหรับสร้างความผืดในรูปแบบของทรงกรวย เรียกว่ากรวยตัวเมียซึ่งจะติดอยู่กับ flywheel ส่วนตัวผู้จะอยู่บนเพลาคลัทช์ซึ่งจะต่อไปที่ชุดเกียร์อีกที แบบนี้จะสามารถส่งแรงขับถึงกันได้ดีเพราะมีพื้นที่ผัมผัสกันมาก แต่ข้อเสียคือถ้ามุมของกรวยน้อยกว่า 20 องศา กรวยตัวผู้มีโอกาสติดกับกรวยตัวเมียได้และเป็นเรื่องยากที่จะเอาออกมาได้นั่นเอง เบอร์ 3 นั่นคือผ้าคลัทช์จะติดอยู่กับกรวยตัวผู้


-Single Plate Clutch คลัทช์แผ่นเดียวซึ่งเราจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นที่นิยมสำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้กันมา แต่จะแยกออกได้อีกเป็นสองประเภท

1.แบบสปริง (Spring)


2.Diaphragm clutch
thecartech.com


-Multi Plate Clutch คลัทช์หลายแผ่นแบบนี้จะมีแผ่นความผืดเพิ่มขึ้นมามากกว่าสองแผ่นขึ้นไป เป็นการเพิ่มจำนวนแผ่นคลัทช์เพื่อเพิ่มความความเสียดทานในการส่งกำลังที่มากขึ้น ซึ่งจะแยกไปได้อีกสองประเภทคือ
1.แบบเปียก คลัทช์หลายแผ่นแบบเปียกจะใช้อยู่ในรถที่เป็นประเภทเกียร์ออโตเมตริก

 what-when-how.com
2.แบบแห้ง
 what-when-how.com


-Semi Centrifugal Clutch แบบกึ่งแรงเหวี่ยงคลัทช์แบบนี้จะมีสปริงกดคลัชในความเร็วต่ำอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านเป็นตุ้มเหวี่ยงจะทำงานในช่วงรอบความเร็วสูงเพื่อกดคลัชได้มากขึ้น

what-when-how.com

-Centrifugal Clutch คลัทช์แรงเหวี่ยงเมื่อความเร็วสูงขั้นตุ้มเหวี่ยงก็จะกางออกแล้วไปดันแผ่นคลัทช์ให้จับมากขึ้น


สุดท้าย VDO น่าจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นและคลัช์แต่ละชนิดทำงานยังไงบ้างครับ


Read more >>

Google+ Followers